..โปรดแต่งกายให้สุภาพ..

posted on 24 Sep 2011 23:47 by leafsway
"ไปทำงานห้องสมุดกัน"
"กูไม่ได้หวะ กูใส่ขาสั้น"
 
เจ้าขาสั้น กางเกงความยาวประมาณเข่าได้ยินเจ้านายมันพูด
มันยังคงจำได้ ถึงวันที่เจ้านายมัน สวมใส่มันเพื่อไปห้องสมุด
"เข้าไม่ได้คะ" เจ้าหน้าที่พูด
"ทำไมครับ"
"โปรดแต่งการให้สุภาพนะคะ กางเกงขาสั้นเข้าไม่ได้คะ"
 
    ขาสั้นได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกเสียใจและยังค้างคาใจมาจนทุกวันนี้
ว่าเกงเกงขาสั้นแบบมันนั้น ไม่สุภาพตรงไหนหนอ
เจ้านายใส่เจ้าขาสั้นตัวนี้แล้วจะไปตีอกชกหน้าใคร มันรึก็ไม่เคยเห็น
ไอ้เรื่องพูดจาหยาบคาย ด่าทอ ปล่อยสิงสาราสัตว์
มันก็เห็นเจ้านายมันพูดอยู่เป็นประจำ ตอนใส่ขายาวเจ้านายมันก็พูด
คงไม่เกี่ยวกับการใส่ขาสั้นหรือไม่อย่างไร
 
แล้วมันไม่สุภาพตรงไหน ??
 
     มันเคยเห็นคนใส่กางเกงขาสั้นในโทรทัศน์
แถมมีคนเป็นพันๆ ยืนบนอัฒจรรย์ตะโกนเชียร์เจ้านายของพวกขาสั้นในโทรทัศน์พวกนั้น
"ธีรศิลป์ เจ๋งหวะ" มันได้ยินเจ้านายพูด
เท่าที่มันรับรู้ มันเห็นคนใส่ขาสั้น วิ่งไปมาไล่ลูกอะไรกลมๆ ที่มันเองก็ไม่รู้จัก
รู้แต่คนใส่ขาสั้น มีคนชื่นชอบ มีคนตะโกนเชียร์
ดูวิ่งเร็ว เตะลูกบอลนั่นไปได้ไกลๆ
ท่าทางเจ้าของที่ใส่ขาสั้นพวกนั้นคงจะสุขภาพแข็งแรงน่าดู
 
     มันเคยเห็นคนใส่เจ้าขายาวในโทรทัศน์ 
หลายๆที่บอกให้แต่งกายสุภาพโดยใส่ขายาว
ดูท่าจะจริง มันดูๆไปแล้วคนใส่อะไรพวกนั้นก็ดูภูมิฐานดี
ใส่ขายาว ใส่สูท ผูกไทค์ ยกมือโหวกเหวก พูดจาโวยวาย
"นักการเมือง แม่งง ทำหมด'รมณ์" มันแอบได้ยินเจ้านายมันพูด
อ้อ...พวกที่ดูภูมิฐานพวกนั้นเรียกว่านักการเมืองนั่นเอง
มันใช่พวกเดียวกับคนที่โกงกินเป็นหมื่นๆล้านไหม?
ใช่พวกเดียวกับพวกเอาแต่พูดไหม?
มันเองก็ไม่แน่ใจ
 
สิ่งที่เจ้าขาสั้นแน่ใจคือคนใส่ขายาวพวกนั้น ไม่ได้สุภาพไปกว่าเจ้านายตอนใส่มัน
สิ่งที่มันยังไม่มีคำตอบคือ
"แล้วมันไม่สุภาพตรงไหน?"
 
------
 
 

..หมาหมอบ..

posted on 13 Jul 2011 20:01 by leafsway
      เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผมนั่งเรียนวิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์และพฤติกรรมองค์การ
สนุกดีนะครับวิชานี้ อาจารย์บอกว่าบางวิชาไม่ได้เรียนเพื่อเอาไปทำข้อสอบ
แต่เรียนเพื่อตอบคำถามชีวิต วิชานี้ทำให้คุณสามารถมองโลกแบบละเอียดมากขึ้น
"มองโลกแบบละเอียด" ผมชอบคำนี้จัง...
 
      วันนั้นอาจารย์หยิบยกมาทฤษฎีหนึ่งชื่อว่า
"Learned Helplessness" หรือ "เรียนรู้ที่จะสิ้นหวัง"
แล้วอาจารย์ก็ยกเอาเรื่องที่คุณประภาส ชลศรานนท์
เขียนไว้ในหนังสือชื่อตอนว่า "หมาหมอบ" มาเป็นตัวอย่างคร่าวๆ
แต่ด้วยที่อาจารย์ไม่ได้อธิบายละเอียดนัก ผมจึงกลับมาเปิดหนังสือของคุณประภาสอีกครั้ง
ด้วยความที่ไม่เชื่อว่าตัวหนังสือของประภาส ชลศรานนท์ จะบอกให้ผมสิ้นหวังเช่นนั้น
แล้วผมก็เจอชื่อตอน "หมาหมอบ"
หมอบอยู่ในสารบัญหนังสือ "คุยกับประภาสลำดับที่ ๗ : เท่าดวงอาทิตย์"
 
     ในหนังสือมีผู้หญิงคนหนึ่งเขียนมาด้วยความสิ้นหวังในชีวิต ท้อแท้และอับจนหนทาง
คุณประภาสจึงยกเรื่องราว "หมาหมอบ" ที่ว่ามาเล่าให้ฟัง
ผมขออนุญาตเล่าให้ฟังคร่าวๆสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักทฤษฎีนี้นะครับ

ทฤษฎีนี้ "Learned Helplessness" ถูกทดลองโดย Dr.Martin Seligman
โดยเอาหมามาจับขังกรงที่ไม่มีทางออก จากนั้นจึงปล่อยกระแสไฟฟ้าช็อตหมาเหล่านั้น
แรกๆหมาพวกนั้นก็เห่าหอนตามประสาหมา
หมาที่ตัวใหญ่หน่อยก็ตะกายกรงเพื่อหาทางออก
ส่วนตัวที่เล็กหน่อยก็ิ่วิ่งวนไปมาด้วยความเจ็บปวด
แต่เมื่อมันโดนช็อตมากๆเข้า วันหลังๆหมาเหล่านั้นมันเลิกครับ
เลิกเ่ห่าหอน เลิกตะกายกรง เลิกวิ่งไปมา 
ตา ดร.มาร์ติน เห็นแบบนั้น เลยย้ายหมาเหล่านั้นไปไว้ในกรงที่ใหญ่ขึ้น
แต่ไมว่ากรงจะใหญ่ขึ้นแค่ไหน และช้อตไฟฟ้าอีกกี่ครั้ง
หมาเหล่านั้นก็เลือกที่จะนอนนิ่งๆ ปล่อยให้ไฟฟ้ามันช้อตไป
ดร.มาร์ติน จึงสรุปว่า
"สัตว์ทุกชนิด เมื่อเจอความเจ็บปวดตอกย้ำ ซ้ำๆหลายๆหน
จะเกิดความชาชินและสุดท้ายก็สิ้นหวังกับทางออกของชีวิต"
 
แต่คุณประภาสไม่ได้จบแค่ตรงนี้ครับ
คุณประภาสแกบอกว่าสิ่งมีชีวิตไม่ใช่ไฟล์อะไรซักไฟล์ที่ก็อปปี้มาแล้วจะเหมือนกันหมด
คุณประภาสเลยเล่าเรื่องของคนอีกคนชื่อว่า วิคเตอร์ อี. ฟรังเกล ให้อ่าน
วิคเตอร์เป็นจิตแพทย์ทั่วไปในกรุงเวียนนา แต่ชีวิตมาเปลี่ยนผันเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2
ทันทีที่สงครามเริ่มต้น เขาถูกจับเพราะเขาเป็นยิว
พร้อมด้วยชาวยิวอีกนับหมื่นนับแสน ถูกขังอยู่ในคุกออสวิทซ์
เขารู้ดีว่า อีกไม่นานเขาและนักโทษคนอื่นๆจะต้องตาย
ลองคิดสภาพนักโทษ ที่ต้องเห็นชีวิตที่เคยอยู่ข้างๆกัน ตายไปวันละคนสองคนนะครับ
ความทุกข์และความสิ้นหวังคงกดทับจนไม่อยากจะทำอะไรอีกแล้ว
 
     วิคเตอร์ได้เขียนไว้หนังสือชื่อว่า MAN'S SEARCH FOR MEANING 
เขายังมีชีวิตอยู่ในคุกนรกได้ ก็ด้วยปณิธาน ๓ ข้อ
๑.จะต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อกลับไปหาครอบครัวให้จงได้
๒.จะต้องใช้ความรู้ทางการแพทย์ช่วยคนอื่นอย่างเต็มกำลัง
๓.จะเรียนรู้ท่ามกลางวิกฤตการณ์สังหารหมู่มหาโหดให้มากที่สุด เพื่อกลับไปเล่าให้คนรุ่นหลัง
 
ดูหัวจิตหัวใจของตาวิคเตอร์สิครับ ตัวเองยังไม่รู้เลยว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่
ยังอุตส่าห์คิดถึงครอบครัว คนอื่นๆ และคนรุ่นหลัง
 
     คุณประภาสยกข้อความในหนังสือเล่มนี้มาตอนหนึ่ง ที่แกบอกว่าเขียนไว้ดีเหลือเกิน
"แม้จะมีคนตายเป็นล้านๆ แต่สำหรับคนที่ยังมีชีวิตอยู่
พวกเราต้องคิดเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งว่า
เราต้องรอดเพื่อไปทำสิ่งดีๆ เราต้องรอดเพื่อไปทำสิ่งสำคัญที่รอเราอยู่"  
 
เนลสัน แมนเดลา รัฐบุรุษของโลกรอดชีวิตจากการทรมานในคุกถึง 27 ปี ก็ด้วยปณิธานข้อนี้
 
ชีวิตคนเราคงมีโอกาสได้เจอกับช่วงเวลาไฟช็อตและไร้ทางออกเข้าบ้าง
ชีวิตคนเราคงมีบางช่วงเวลาที่ชินชากับความเจ็บปวดและหมอบลงอย่างสิ้นหวัง
 
แต่ใช่หรือไม่ว่า แม้หมาเหล่านั้นจะหมอบ...แต่มันยังไม่ตาย
ใช่หรือไม่ว่าวิคเตอร์ที่ดูเหมือนจะต้องตาย...แต่กลับรอด
 
ใช่หรือไม่ว่า ดร.มาร์ติน อาจจะสรุปทฤษฎีผิด
หมาเหล่านั้นไม่ได้เรียนรู้ที่จะสิ้นหวัง แต่เรียนรู้ที่จะอยู่กับความเจ็บปวด
หากทนได้และมีชีวิตต่อไป
วันหนึ่ง ดร.มาร์ติน คงจะเบื่อการทดลองและปล่อยหมาเหล่านี้ออกไปเอง
หากทนได้และมีชีวิตต่อไป
ก็จะรอดจากคุกมหาโหดออกมาบอกเล่าความคิดและความหวังดั่งเช่นที่วิคเตอร์ทำ
 
แม้จะอ่านหนังสือเล่มนี้มาหลายรอบ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมคิดได้
"เรียนรู้ที่จะอยู่กับความเจ็บปวด ไม่ใช่เรียนรู้ที่จะสิ้นหวัง"
 
.....
1.
     ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมนิทรรศการ "Dialogue In The Dark" ที่จตุรัสวิทยาศาสตร์ จามจุรีสแควร์
ระหว่างเยี่ยมชมนิทรรศกาล ภายในจะมืดสนิท หรือเรียกง่ายๆว่าเราจะ "มองไม่เห็น" อะไรเลย
เสมือนเป็นคนตาบอด และมีกิจกรรมให้ลองใช้ชีวิตแบบคนตาบอด
ฟังเสียง ดมกลิ่น สัมผัส ชิมรส ที่ขาดไปเพียงอย่างเดียวคือ "การมองเห็น"
เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และน่าตื่นหู ตื่นจมูก เป็นอย่างยิ่ง
การแยกแยะความแตกต่างระหว่างแอปเปิ้ลเขียวกับแอปเปิ้ลแดงด้วยกลิ่น
การนั่งนิ่งๆ ฟังเสียงดนตรีแบบชัดถ้อย ชัดเมโลดี้
แน่นอนกว่ามันน่ากลัวมากๆในช่วงแรก กับการสูญเสียประสาทสัมผัสที่เราคุ้นชินมากที่สุดไป
เพียงแต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง ควาไม่คุ้นชินก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความเคยชิน
เคยชินกับการมองไม่เห็น เปลี่ยนจากความกลัวเป็นความสนุกและทดลองสิ่งใหม่ๆ
"บางที...สิ่งที่เรากลัว ก็เป็นเพียงแค่ความไม่เคยชิน"
ตอนท้ายของงานได้มีโอกาสนั่งคุยกับพี่ตาบอดที่เป็นไกด์พาเยี่ยมชม
มีคนถามว่า "ถ้ามีโอกาส พี่อยากกลับไปมองเห็นมั้ยครับ"
คำตอบที่ได้ทำให้ผมอึ้ง.... "ไม่ดีกว่าครับ"
ไม่รู้ว่าพี่เค้าเพียงแค่กลัวกับความไม่เคยชินในการที่จะได้มองเห็น
หรือกลัวว่าเมื่อสามารถมองเห็นแล้ว...โลกใบนี้อาจจะสวยงามน้อยลง
 
2.
     ในวันเดียวกันผมมีโอกาสได้ไปดูละครเวทีของคณะสถาปัตย์ฯจุฬาฯ
เรื่อง "แฟรงเกนสไตน์ คืนชีพอสูรกาย ความตาย ความรัก"
เป็นเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตที่ถูกปลุกขึ้นมาจากซากศพ
รูปร่างภายนอกช่างน่าอัปลักษณ์ จนแม้แต่คนที่สร้างขึ้นมากับมือก็รังเกียจ
มันมีโอกาสได้ช่วยหญิงสาวนางหนึ่งไว้จากอันตราย
แต่ก็มีอุบัติที่ทำให้คนอีกคนหนึ่งต้องเสียชีวิตไป
แต่จะเรียกว่าโชคไม่ดี หรือ สังคมอันต่ำทรามก็มิทราบได้
ผู้คนในเมืองต่างก็ตัดสิน พิพากษาและยัดเยียด ให้แฟรงเก้นสไตน์เป็นผู้ต้องหา
แน่นอนว่า เหตุผลย่อมหนีไม่พ้นไปจาก หน้าตาอันน่ากลัว และสภาพร่างกายอันน่ารังเกียจ
มีเพียงหญิงสาวที่เขาได้ช่วยเหลือไว้เท่านั้น ที่บอกว่าแฟรงเก้นสไตน์เป็นคนดี
ครับ...ผู้หญิงที่แฟรงเก้นสไน์ช่วยไว้นั้น...ตาบอด
เพราะเธอตาบอด เธอจึงสามารถ "มองข้าม" รูปร่างหน้าตาอันอัปลักษณ์
และสัมผัสได้ถึงจิตใจอันดีงาม
ความรักทำให้คนตาบอด...ผมเริ่มจะเชื่อคำนี้จริงๆซะแล้ว
เพราะตาบอด จึงมองข้ามกระพี้และเปลือกภายนอก
และสัมผะสได้ถึงสิ่งดีงามภายใน
เราอาจจะมองในแง่การตลาดก็ได้ว่า "ภาพลักษณ์" เป็นสิ่งสำคัญ
'ดี' หรือ 'ไม่ดี' ล้วนถูกตัดสินจากภาพลักษณ์ 
แต่หากมองลึกลงไปแล้ว การพิพากษาของสังคมตามภาพลักษณ์นั้น
ดูเป็นเรื่องที่น่ากลัวเกินกว่าจะยอมรับได้
 
3.
     ใช่หรือไม่ว่า...คนเราต้องมีประสามสัมผัสครบทั้ง 5 ประการ
คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เมื่อเราขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป
ธรรมชาติจึงหาอะไรบางอย่างมาเติมเต็ม
ผมว่า...สิ่งนั้นคือ 'ใจ'
เมื่อเรามองไม่เห็น เราจึง 'ใส่ใจ' ต่อการฟังมากขึ้น
เมื่อเรามองไม่เห็น เราจึง 'ใส่ใจ' ต่อการดมกลิ่นมากขึ้น
ผมนึกถึงเพลงของพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง
นานแค่ไหนแล้ว ที่เราได้ยิน...แต่ไม่เคยฟัง
นานแค่ไหนแล้ว ที่เรามอง...แต่ไม่เคยเห็น
และนานแค่ไหนแล้ว ที่เราเพียงปล่อยให้เรื่องราวต่างๆ
ไหลผ่านเข้ารูหูและม่านตา โดยไม่ผ่านใจ
 
4.
     บทเรียนจากสิ่งที่มองไม่เห็นในครังนี้ สิ่งที่ผมได้คือ "สัมผัสที่หก"
ไม่ใช่การมองเห็นผีหรือสัมผัสถึงวิญญาณแต่อย่างใด
แต่มันคือ 'หัวใจ' ที่จะใส่เพิ่มเติมลงไปในทุกเรื่องราว
 
......
 
ข้อมูลเพิ่มเติม
 
"Dialogue In The Dark"  บทเรียนในความมืด
ละครถาปัตย์ฯจุฬาฯ
     หลายคนน่าจะรู้จักโปรแกรม Photoshop
โดยเฉพาะตากล้องทั้งหลายแล้วน่าจะยิ่งรู้จัก
แต่สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Photoshop เป็นโปรแกรมตกแต่งรูปครับ
อยากได้รูปอะไร แบบไหน แนวไหน Photoshop จัดได้หมด
แค่เอารูปที่ถ่ายมา ใส่โปรแกรม แล้วทำ นู่น นี่ นั่น
รูปที่เคยถ่ายมาห่วยๆ ก็จะดูสวยขึ้นมาได้ทันตา
 
     ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบใ้ช้ Photoshop
อย่างที่บอกว่ามันคือโปรแกรมตกแต่งรูปให้ดูดีมีสกุล
ด้วยความที่ฝีมือการถ่ายรูปผมห่วยได้โล่
ก็เลยต้องพึ่งพิงไอ้เจ้าโปรแกรมนี้มากเป็นพิเศษ
 
แต่มาระยะหลังๆนี้ ผมกลับใช้เจ้าโปรแกรมที่ว่านี้น้อยลง
ด้วยความขี้เกียจหนึ่ง อีกหนึ่งคือผมคิดว่า ภาพถ่าย คือ ที่บันทึกความทรงจำ
ความทรงจำเราที่บันทึกเป็นอย่างไร ก็ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้น
ในวันที่ฟ้าไม่มีแสงสีสวย แดดไม่งามงด ถ่ายรูปออกมาไม่สวย
ก็ใช่ว่าเราจะมีความสุขกับรูปใบนั้นไม่ได้
บางที...สิ่งสำคัญทีทำให้รุปถ่ายดูสุข อาจไม่ใช่เทคนิคการถ่ายรูปที่เหนือชั้น
แต่มันคือความทรงจำที่ฝังมากับรูป
 
รูปไม่สวย...แต่สุข
 
     แต่ด้วยความสุดยอดของโปรแกรมนี้ 
บางครั้ง....ผมก็เคยคิด ว่าอยากจะติดตั้งมันลงในสมอง
หรืออาจเป็นสถานที่ในร่างกายบางส่วน ที่มันเก็บความทรงจำเอาไว้
หากวันหนึ่ง เรามีไอ้เจาโปรแกรมนี้ในสมอง
เราคงสามารถตกแต่งอดีตที่หม่นหมองให้มันสวยงามขึ้นมาได้
สามารถตัดบางสิ่งที่ไม่ต้องการออกไปจากสมอง
เพิ่มสิ่งที่อยากได้ลงไปในความทรงจำ
เราทุกคนล้วนอยากมีความทรงจำที่สวยงาม
 
แต่มัน...เป็นไปไม่ได้
 
    เพราะเราไม่สามารถติดตั้งโปรแกรมที่ว่าลงไปในสมองได้
เราจึงต้องพยายามทำวันนี้อย่างดีที่สุด
ใช้ีชีวิตอย่างเต็มที่
พี่โหน่ง อะเดย์บอกไว้ว่า "ชีวิตมีไว้ให้เราใช้ อย่าให้มันมาใช้เรา"
 
ทำวันนี้ให้ดีที่สุด อาจไม่ใ่ช่ทำดีที่สุด เพื่อวันนี้จะได้ดีที่สุดก็ได้
แต่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
เพื่อที่อนาคตเราจะได้ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
ว่าเรามีความทรงจำที่สวยงาม
เพื่อที่อนาคตเราจะได้ยิ้มให้กับความทรงจำของเราได้
เพราะเมื่ออนาคตมาถึง...
จะมาร่ำร้องหา Photoshop มาช่วยตกแต่งให้มันสวยงามนั้น
มันก็สายไปเสียแล้ว
 
.......