..โลกงาม ได้ตามใจ..

posted on 13 Nov 2009 18:10 by leafsway

เพลงนี้เป็นเพลงประกอบการอ่านเรื่องนี้นะครับ

หากไม่ดูเป็นการรบกวน ก็จะชวนเธอมาฟังกัน

ฟังตอนอ่่าน ตาหวานก่อนเปิด

เพลง : แง่งาม

เนื้อร้อง/ทำนอง  :  ประภาส  ชลศรานนท์

ขับร้องโดย : พี่ปั่น ไพบูลเกียรติ เขียวแก้ว

 


แง่งาม - ปั่น ไพบูลเกียรติ เขียวแก้ว

 

 ผมเองไม่แน่ใจว่าจะฟังได้เต็มเพลงหรือปล่าวถ้าไม่เต็มยังไง ไปฟังตามลิงค์นี้นะครับ

http://www.imeem.com/leafsway/music/lQDq40_E//  (ใครก็ได้ สอนผมทำลิงค์หน่อยครับ )

 ---------------------------

     ตอนนี้ผมกำลังติดซีรีย์เกาหลีเรื่องหนึ่งครับ

ชื่อเรื่องว่า "You are my Destiny"  ยังไม่มีแปลเป็นภาษาไทย

แต่ถ้าจะให้ผมตั้งเองก็คงได้ประมาณ 'พรหมลิขิต สะกิดรัก' 

แฺ่ฮ่ม..หน้าตาอย่างผม ก็โรแมนติกกับเค้่าเป็นเหมือนกันนะ

     ยอมรับโดยจริงใจว่าที่ผมมาดูเรื่องนี้ ไม่มีสาเหตุอื่นนอกจาก

นางเอกของเรื่องแสดงโดย ยุนอา นักร้องจากวง Girl's Generation ครับ

ขอออกตัวแรงตรงนี้ก่อนว่า สื่อไทย ผมก็เสพย์ครับ ไม่ได้คลั่งเกาหลีหัวปักหัวปำ

ตอนนี้ผมพอเข้าใจคนที่เขาชอบศิลปะจากเกาหลีนะครับ อันไหนดีเราก็ต้องชอบเป็นธรรมดา

แล้วผมว่าละครหรือรายการโทรทัศน์จากเกาหลี นี่ มีอะไรน่าสนใจเยอะนะครับ

ไว้วันหลังผมจะลองเอามาเขียนดูครับ วันนี้ตัดฉากเข้าละคร 'พรหมลิขิต สะกิดรัก' ของเรากันก่อน

 

      นางเอกเปิดตัวด้วยความโชคร้าย ประสบอุบัติเหตุ รถสกูตเตอร์ของเธอล้มและบางส่วนเสียหาย

นี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผมรู้สึกอยากติดตามติดามดูละครเรื่องนี้

หน้าตาว่าสวยแล้ว แต่คำพูดและสายตาของเธอ สวยกว่านั้นมากครับ

เธอทิ้งคำพูดนึงไว้หลังจากถือเศษกระจกรถสกูตเตอร์ไว้ในมือ

"ไม่เป็นไร จาง แซบยอก(ชื่อนางเอก) ไม่มีอะไรหรอกนา

เชื่อมั่นในพลังของการมองโลกในแง่ดี สู้ๆ"

ครับ ผมอยากรู้ว่าคนเราจะมองโลกแง่ดีไปได้ถึงไหน

     ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในการมองโลกในแง่ดีและพยายามทำมันโดยตลอด

แต่ก็ต้องมีบ้างครับ ที่ผมโดนเขม่าของความโหดร้ายจากโลกแห่งความจริง

ทำเอาตาของผมบอดไปชั่วขณะ กว่าจะกลับมาสว่างเหมือนเดิมก็ใช้เวลานานโข

ผมเลยอยากรู้ว่า คนเราจะมองแง่ดี ได้แค่ไหน แม้แต่ในละคร

และมีอีกครั้งที่คำพูดของนางเอกทำเอาผมต้องนั่งทบทวนความคิด

เป็นฉากที่นางเอก พูดกับเพื่อนหลังจากประสบอุบัติเหตุครับ

"ไม่ต้องห่วงนา!! โลกนี้มีสิ่งสวยงามตั้งมากมาย

เราจะมีทุกอย่างตามที่เราต้องการเลย

ถ้าเธอหมดหวังเธอก็จะแพ้ไปตลอด  โลกอยู่ในกำมือเรา"

ไม่ให้อึ้งได้อย่างไรครับ คนอื่นเขาแบกโลกกันจนหน้าดำหน้าเขียว

บางคนว่าให้เหยียบโลกไว้

แต่เธอเล่นเอาโลกไปถือในมือ เสียเฉยๆ  ทำเอาผมไปไม่เป็น

ผมยังดูไม่จบหรอกครับ เรื่องราวเป็นอย่างไร ผมจะเล่า ให้ฟังอีกทีหนึ่ง

นางเอกของผม (ครับ...ผมเหมาเธอเป็นของผมไปแล้ว)

จะมองโลกสวยไปได้นานแค่ไหน โปรดติดตามตอนต่อไป...ไอ..ไอ..ไอ..ไอออ...

 

     ผมนั่งอ่านหนังสือ 'วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน 2'

ในบทสุนทรพจน์วันรับปริญญาของ แอนนา ควินเล็นด์

แอนนาบอกเราว่า  ระหว่างที่เรากำลังเร่งรีบสู่จุดหมาย

อยากได้บ้านหลังใหญ่  อยากเลื่อนขั้น อยากได้เงินดีๆ

ระหว่างนั้น 'ชีวิต' กำลังถูกดำเนินไปโดยที่เราไม่รู้ตัว

แอนนายังถามอีกว่า

"คุณคิดเหรอว่าคุณจะแคร์ของพวกนี้

 ถ้าบ่ายวันหนึ่งคุณเกิดเส้นเลือดแตกขึ้นมาหรือคลำเจอก้อนแข็งๆในเต้านมของคุณ"

    ผมนั่งอ่านสุนทรพจน์นี้ แล้วถามตัวเองว่า ผมคิดอย่างเธอไหม

แต่ก่อนที่ผมจะคิดได้ เธอบอกผมว่าเธอพบครูคนที่ดีที่สุดของเธอ

บนทางเท้าในเกาะโคนีย์  เขาคือชายผู้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่

นอนบนไม้กระดาน หันหน้าไปหาทะเล

และใช้หนังสือพิมพ์หลังจากที่อ่านจบแล้ว

มาห่มคลุมร่างกายในวันที่อากาศหนาว

แอนนาถามว่า

ทำไมเขาถึงไม่ไปสถานสงเคราะห์ ?

ทำไมเขาถึงไม่ไปทำดีท๊อกซ์ที่โรงพยาบาล ?

สิ่งที่ชายคนนั้นทำหลังจากได้ยินคำถามคือ

เพ่งมองออกไปยังท้องทะเลแล้วพูดว่า

"ดูทิวทัศน์นี่สิ สาวน้อย มองดูทิวทัศน์"

แอนนา สรุปสุนทรพจน์ ของเธอ

ด้วยคำสอนจากชายผู้ไม่มีแม้เศษสตางค์ในกระเป๋า

'มองดูทิวทัศน์เถิด มันจะไม่มีวันทำให้คุณผิดหวัง'

   

     ผมคิดว่าเมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้ เพลงประกอบการอ่านคงจะจบแล้ว

เสียงของพี่ปั่น ยังคงดังอยู่ในหัวผม แม้ว่าเพลงจะจบลงไปแล้ว

 

 "ชีวิตไม่เคยมีทางตัน มันอยู่ตรงจะเห็นเป็นมุมใด

ชีวิตต้องดำเนินต่อไป สุขมันอยู่ข้างในทุกตัวคน"

 

"เดินขึ้นภูเขา ใช่มองแต่จุดหมาย เมฆหมอกดอกไม้ก็ใกล้กัน

สิ่งที่สวยงาม เกิดขึ้นทุกวัน สำคัญที่เราได้หันไปมองดู"

 

ผมอาจจะไม่ถึงขั้นถือโลกไว้ในมือแบบ จาง แซบยอก ได้

และถ้ามีบางเวลาที่ผมต้องแบกมันเอาไว้

ผมก็คงมีกำลังใจขึ้นมาหน่อย

ที่อย่างน้อยโลกที่ผมแบก มันก็เป็นโลกที่แสนสวยงาม

--------------

 

..กฎของความรัก..

posted on 28 Oct 2009 21:48 by leafsway

     ไม่ทราบว่าเพราะช่วงนี้ฝนตกบ่อยเกินไป

จนทำให้หัวใจใครหลายคนมีอาการไม่ค่อยสบาย

หรืออาจเพราะย่างเข้าใกล้ฤดูหนาว

หัวใจใครอีกหลายคนจึงต้องการความอบอุ่น

หัวใจบางดวงจึงไม่ยอมอยู่กับเจ้าของ

กลับบินหนีหนาวไปซุกความอบอุ่นกับคนอื่น

เจ้าของหัวใจดวงน้อยจึงเกิดอาการ 'ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว'

 

     ผมจะลองใช้กฎของคุณปู่นิวตันมาอธิบายการเคลื่นที่ของหัวใจ 

(สำหรับคนที่ไม่รู้จักคุณปู่นิวตัน  ท่านเป็นหนึ่งในหลายคนที่เด็กวิทย์ไม่ค่อยชอบ

เพราะคุณปู่ดันฉลาดและคิดอะไรยากๆ ทิ้งไว้ ให้คนรุ่นหลังศึกษา

ทั้งกลศาสตร์และแคลคูลัส ซึ่งยากบัดซบทั้งคู่ ! )

     คุณปู่ได้อธิบายธรรมชาติของการเคลื่อนที่ของวัตถุไว้ ๓ ข้อ

ถ้าจะให้ผมอธิบายอย่างคร่าวๆ ถึง คร่าวมากๆ ก็จะได้ประมาณว่า

วัตถุใดๆก็ตามจะอยู่กับที่จนกว่าจะมีแรงมากระทำให้เคลื่อนที่

และหากเคลื่อนที่แล้วก็จะเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีแรงมากระทำให้หยุด

และเมื่อมีแรงกระทำต่อวัตถุใดๆก็ตามก็จะเกิดแรงปริมาณเท่ากันส่งกลับมาเสมอ

หรือ แอคชัน เท่ากับ รีแอคชัน (อย่าตกใจถ้างง เพราะผมก็ยังงงอยูไม่น้อย)

 

     ถ้าเชื่อตามที่คุณปู่ว่าแล้ว หัวใจเราจะเคลื่อนที่ไปอยู่กับคนอื่นได้

ต้องมีแรงมากระทำแถมจะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะถูกแรงต้านในปริมาณที่มากพอ

 

ครับ หัวใจจะเป็นแบบนั้นแน่ๆ ถ้าเรากำลังพูดถึงกล้ามเนื้อก้อนกลมๆ ขนาดเท่ากำปั้น

มีเสียง ตุบๆ ตึกๆ หรือ ตักๆ และซุกตัวเข้าไปในระหว่างนมทั้งคู่

แต่มันไม่ใช่

หัวใจที่ว่านี้ไม่ใช่สสารที่จะออกแรงให้มันเคลื่อนที่หรือออกแรงให้มันหยุดได้ง่ายๆ

หัวใจที่ว่านี้ใช้ความรักทำการส่งออกไปและหากอยากให้มันกลับมาก็ต้องหยุดรัก

คุณปู่ยังบอกอีกว่า แรงกริยา เท่ากับ แรงปฏิกริยา

แรงที่ส่งออกไป เท่ากับ แรงที่ได้รับกลับมา

แต่เจ้าความรักที่ว่านี้ไม่ใช่แรงทั่วไปจึงไม่อาจอธิบายด้วยกฎของคุณปู่

รักกริยาไม่เท่ากับรักปฏิกริยา

รักที่ให้ไปจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากับรักที่ได้รับกลับมา

 

      ผมกำลังคิดหา 'กฎของความรัก'

แต่จนแล้วจนรอดก็ยังคิดไม่ออก

คำที่คิดแล้วว่าพอจะใกล้เคียงที่สุดก็คือ 'ไม่มีกฎ'

ครับ กฎของความรัก คือ ความรักไม่มีกฎ

ตอนนี้ผมยังไม่อาจหากฎใดๆ มาอธิบาย ปฎิกริยาของความรักได้

แต่ผมก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นโขที่เปิดไปเจอประโยคนี้ใน วิกิพีเดีย

'นักปราชญ์ทั่วโลกพยายามหาความหมายที่แน่นอน หรือหานิยามของคำว่าความรัก

แต่ไม่มีใครสามารถหาข้อสรุปได้ว่าความรักนั้นมีนิยามเช่นไร'

แม้แต่ปราชญ์ทั่วโลก ยังไม่อาจหานิยามของรัก

ผมก็คงไม่ต้องไปทุรนทุรายในการหานิยาม หรือ กฎของความรัก

 

     บางทีการที่ไม่รู้ว่ารักคืออะไร หรือ ความรักมีกฎอย่างไร

มันอาจเป็นความตั้งใจของใครบางคน

ที่ต้องการจะบอกกับเราว่า

ไม่มีความรักครั้งไหนที่เหมือนกัน

ไม่มีความรักของใครที่เหมือนกัน

ไม่มีใครมาบอกได้ว่าความรักของเรานั้นจะเริ่มเมื่อไหร่

หรือความรักของเราควรจะเป็นอย่างไร

และไม่มีใครมาบอกได้ว่าความรักของเรานั้นควรจะหยุดลงตอนไหน

เพราะฉะนั้นจงมีความรักเป็นของตัวเอง

....

     ผมจั่วหัวเรื่องแบบนี้ ใครมาอ่านเห็นเข้า

คงจะคิดว่ามีหญิงสาวคนไหนมาทำอะไรให้ผมน้อยใจมาหรือเปล่า

เพราะฉะนั้นก่อนที่จะมาคุยอะไรกันวันนี้

ผมขออนุญาตอธิบายชื่อเรื่องวันนี้ซักหน่อยนะครับ

     'ฉัน' ในทีนี้ไม่ได้หมายถึง ผม

    'เธอ'  ก็ไม่ได้หมายถึงผู้ัหญิงคนใดคนหนึ่ง เช่นกัน

ผมขออนุญาตใช้คำว่า ฉัน หมายถึงผู้ชายทั่วๆไป

คือผมขี้ตู่ให้ผู้ชายทั้งโลกเป็นแบบผม ว่างั้นเถอะ

ส่วน 'เธอ' ผมหมายถึงหญิงสาวทั่วๆไป

โดยส่วนตัวผมเองก็ไม่แน่ใจ ว่าพวกเธอจะเหมือนกันทั้งโลกหรือไม่

แต่ถ้าเอาความคิดของนักขี้ตู่อย่างผมเป็นที่ตั้ง

ผมก็ขอสมมติไว้ก่อนแล้วนะครับ ว่าพวกเธอนั้น อย่างน้อยน่าจะคล้ายๆกัน

 

     แล้วมันเรื่องอะไรที่คนอย่างผม มาริอาจแบ่งหญิงแบ่งชายให้วุ่นวายสับสน

คือเมื่อวันก่อนผมนั่งทานกาแฟอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

มองผ่านกระจกออกไปจะเป็นทำเลพวกร้านเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า

ผมมองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินดูสินค้าบริเวณนั้นอย่างเพลินใจ

ผมยังคงสังเกตเธออยู่อีกพักใหญ่ (ตามที่คิดนั่นแหละครับ เธอน่ารัก)

ผมจึงได้พบว่า มีชายฉกรรจ์นายหนึ่งคอยดูแลเธออยู่ แม้จะไม่ใกล้ชิดมากนัก

แต่ผมก็พอจะรู้สำนึกได้ว่า ผมควรจะนั่งมองอย่างเดียว

 

     มองแล้วผมก็นั่งคิดเล่นๆว่า ลักษณะของผู้ชายกับผู้หญิง

เวลาเดินซื้อของในห้างสรรพสินค้านั้น แตกต่างกัน

ผมไม่สามารถเดินห้างสรพพสินค้าโดนไม่มีจุดหมายได้เลย

รับรองว่าไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดีคงต้อง งอแงขอกลับบ้าน

แต่ในทางกลับกัน หากมีจุดประสงค์จะซื้อของแล้วละก็

ไม่ยอมกลับจนกว่าจะได้ของที่ถูกใจเหมือนกัน

เดินหามันอยู่นั่นแหละครับ เสื้อเชิ้ตตัวเดียวหาได้ทั้งวัน

 

     แต่สาวๆ ไม่รู้ว่าทั้งหมดไหม แต่เอาว่าเท่าที่ผมรู้จัก

พวกเธอสามารถเดินเล่นได้ โดยไม่ต้องคิดว่าวันนี้จะมาซื้ออะไร

รองเท้าสวยดีนะ  กระโปรงตัวนั้นก็อยากใส่ 

ขอให้ได้ลอง ได้จับ ได้ถาม พวกเธอมีความสุขแล้วครับ

อาจไม่จำเป็นต้องมีอะไรติดมือกลับมาเลย

แต่ส่วนใหญ่แล้ว เธอบอกว่า ยิ่งไม่คิดจะซื้ออะไร

กระเป๋าสตางค์ในมือเธอยิ่งมีอันเป็นไปต้องหยิบออกมาจ่ายทุกที

 

     ผมยังลองคิดเล่นๆอีกว่า ถ้ามีการแข่งขัน 'ขึ้นยอดเขา' แบ่งประเภทเป็นหญิงและชาย

การแข่งขันจะออกมาในรูปแบบไหน 

ในประเภทชาย ทันทีที่เสียงสัญญาณเริ่มารแข่งขันดังขึ้น

ชายหนุ่มทั้งหลายจะตั้งหน้าตั้งตาคิดหาหนทางเพื่อให้ตัวเองไปถึงยอดเขาโดยเร็วอย่างตั้งอกตั้งใจ

บางคนมีแต่แรงก็เดินเอา บางคนแรงเยอะหน่อย ก็วิ่งมันซะเลย

แต่ถ้าใครเผอิญมีทุนทรัพย์มากหน่อย อาจมีการใช้เฮลิคอปเตอร์เพื่อขึ้นยอดเขา

นี่แหละครับผู้ชาย

ส่วนในประเภทหญิง ผมขออนุญาตสาวๆทุกท่านทำการสมมติ นะครับ

จริงไม่จริงแต่ประการใด ก็ถือเป็นความผิดพลาดของชายที่ไม่เคยกลายเป็นหญิงแล้วกัน

ทันทีที่เสียงสัญญาณดังขึ้น พวกเธอจะหันหน้ามาปรึกษากัน จะไปทางไหนดี

ทางนั้นเดินเยอะ ทางนี้สบายกว่า หรือจะวิ่งดีไหม ทางนี้ร่มแต่ไกลนะ ทางนั้นร้อนแต่ใกล้กว่า

ครับ ผมว่าผุ้หญิงรอบคอบกว่าผู้ชายมากในเรื่องแบบนี้

ในช่วงแรกพวกเธอ คงจะ บ้างเดิน บ้างวิ่ง ไปตามเส้นทางที่คิดแล้วว่าเหมาะสม

แต่อย่างไรเสียผู้หญิงเอวบางร่างน้อยคงต้องมีพักผ่อนกันบ้าง

เมื่อเธอนั่งลงใต้ร่มไม้ใหญ่ เธอกวาดสายตา มองเห็น

ต้นไม้ใบแปลกๆ ดอกไม้สีสวยๆ ผีเสื้อปิกพริ้วบินไปมา

ทัศนียภาพแบบนี้ ใครเห็นเป็นต้องหลงกันละครับ

และหลังจากนั้น 'ยอดเขา' อาจไม่ได้อยู่ในหัวของเธออีกเลย

     ผมว่านี่เป็นเหตุผลที่พระเจ้าหรือธรรมขาติสร้างเราขึ้นมา

..นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราควรจะมีกันและกัน..

นั่นเพราะเราแตกต่างกัน

ผมชอบคำว่า เรา นะครับ ฟังแล้วไม่โดดเดี่ยว รู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด

 

     ผู้ชายเป็นมนุษย์ประเภทเดินตามจุดหมาย

หากไม่มีจุดหมายแล้ว พวกเราจะเซ่อๆซ่าๆ ทำอะไรไม่ค่อยจะถูก

ถ้าผู้ชายตั้งใจจะไปซื้อเสื้อแล้วละก็

พวกเขาจะเดินผ่าน กางเกงเท่ๆ หรือ รองเท้าหรูๆ ได้อย่างง่ายดาย

แต่สำหรับสาวๆแล้ว พวกเธอจะละเมียดละไมกับสิ่งรอบตัว

เสื้อตัวนั้น กางเกงตัวนี้ รองเท้าคู่โน้น ทุกร้านที่มีอยู่

จนบางครั้ง ท่านชายบางท่าน อาจจะรำคาญได้

แต่ผมว่า นี่แหละครับ เสน่ห์ของ ผู้หญิงเขาหละ

ละเมียดละไมต่อเรื่องเล็กๆน้อยๆรอบตัว

 

ถ้าฉันเดินขึ้นเขาคนเดียว

ฉันจะเดิน เดิน เดิน และเดิน เพื่อไปถึงยอดเขาให้เร็วที่สุด

จนมองไม่เห็น  ต้นไม้ใบแปลกๆ ดอกไม้สีสวยๆ หรือผีเสื้อปิกพริ้วบินไปมา

ถ้าเธอเดินขึ้นเขาคนเดียว

เธอจะเดินชมนก ชมไม้ ผีเสื้อ สัตว์ท่าทางน่ารัก

จนบางครั้งเธออาจจะลืมจุดหมาย

 

ถ้าเราเดินกุมมือขึ้นเขาไปด้วยกัน

ขณะที่ฉันพยายามเดินขึ้นเขาเพื่อให้ถึงยอด จนเหนื่อยเหน็ดและอ่อนเพลีย

เธอจะสะกิดฉันให้หันมามองสิ่งสวยงามรอบตัวและเพลิดเพลินไปกับสิ่งเหล่านั้น

และในขณะที่เธอชมนก ชมไม้ อย่างเพลินใจ จนลืมตัวว่ากำลังทำอะไร

ฉันจะสะกิดเธอเพื่อเดินไปให้ถึงจุดหมายที่ตั้งไว้

เธอช่วยให้ฉันได้เห็นสิ่งสวยงามที่ฉันไม่เคยคิดจะมอง

และฉันจะช่วยให้เธอไปถึงจุดหมายในยามที่เธอเหนื่อยล้า 

 

ถ้าเราเดินกุมมือขึ้นเขาไปด้วยกัน

'มันคงเป็นการเดินทางสู่จุดหมายบนเส้นทางอันแสนสวยงาม'

.......

 

 

..How To..

posted on 27 Sep 2009 01:17 by leafsway

     ผมเป็นคนชอบเดินเล่นร้านหนังสือ

บางคนว่าแปลก แต่ผมว่าสนุกดี

ช่วงนี้จะเห็นหนังสือธรรมะวางตามแผงค่อนข้างเยอะ

หรือเพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยสนใจธรรมะ ??

เป็นประเด็นที่น่าสนใจ แต่เราจะข้ามไป

เพราะถ้าให้ผมมาเขียนเรื่องธรรมะ

เกรงว่าแอลกอฮอลล์ในร่างกายจะเกิดอาการหมั่นไส้

ตีรวนกับท้องไส้จนเกิดอาการคลื่นไส้

คราวนี้ละงามไส้ เฮ้ย ! โทษทีผมไม่มีอารมณ์มาล้อเล่น เกือบลืม !

 

     ผมชอบเดินเล่นที่ร้านหนังสือ ( รู้ว่าบอกไปแล้ว แต่จะย้ำ! )

หนังสืออีกประเภทที่ผมเห็นเยอะจนเต็มแผง คือหนังสือ "ฮาวทู"

หรือหนังสืออย่างไร ที่พร่ำมาสอนกลเม็ดเคล็ดลับ (ทำไมไม่เก็บเป็นความลับ ?) 

ทั้งหลายนั่นแหละครับ

ทำอย่างไรให้มีเสน่ห์  ทำอย่างไรให้เขาประทับใจตั้งแต่แรกพบ

บันได 7 ขั้นสู่การเป็นเถ้าแก่ใหญ่  เปลี่ยนตัวเองใน 30 วัน

อาเตี่ยรวยสอนลูก เดอะ ซีเคร๊ท แค่นี้ไม่พอ มี เดอะ ท๊อป ซีเคร๊ท อีกเล่ม

ผมว่าจะซื้อแต่ขอรอ เดอะ ท๊อป ออฟ ท๊อป ออฟ  ท๊อป ออฟ ท๊อป ซีเคร๊ท ทีเดียวเลยดีกว่า

และอีกสามพันห้าร้อยแปดวิธีสู่การเป็น  นั่น นี่ โน่น โน้นน นู้น นู่น !!!

 

     นับวันหนังสือเหล่านี้จะวางยั้วเยี้ยะเต็มร้าน

นับวันยิ่งเยอะ  ราวกับว่าทุกคนกำลังต้องการทางลัด

ทางลัดไปสู่ความสำเร็จแบบง่ายๆ ต้องการคำตอบสำเร็จรูป

แบบฉีกซองเทน้ำเดือด เห็นผล

ทำราวกับว่าอีกสิบวันโลกจะแตก ไม่สามารถรออะไรได้อีกต่อไปแล้ว

 

      โอกาสหนึ่งที่ผมอิจฉาที่สุดคือ เมื่อครั้น เด็กชาย ก รัฐมนตรี ได้มีอายุครบ 15 ปี บริบูรณ์

และได้รับการเลื่อนขั้นครั้งใหญ่ในชีวิต เป็น นาย ก   รัฐมนตรี      

ถ้าผมได้มีโอกาสอันยิ่งใหญ่ได้เลื่อนขั้นเป็น นาย ก รัฐมนตรี ผมมีนโยบายแก้ปัญหาต่างๆดังนี้

ปัญหาความยากจน - แจกหนังสือ บรรได 7 ขั้น สู่การเป็นเศรษฐี , ลงทุนอย่างไรให้รวย

ปัญหาสุขภาพ - แจกหนังสือ เคล็ดลับดูแลสุขภาพ , กินอย่างไรให้สุขภาพดี

ปัญหาการศึกษา - แจกหนังสือ อัจฉริยะสร้างได้ , เรียนเก่งใน 30 วัน

เห็นแล้วใช่ไหมครับ ผมเป็นผู้บริหารที่เจ๋งโคตร

ปัญหาระดับชาติ ที่พยายามแก้กันมาหลายสิบชาติ

ผมสามารถแก้ได้ภายในเวลา 30 วัน !!!!!! (อนุญาตให้เพิ่ม ! ได้ ถ้าตกใจมากกว่านี้)

อ้อ ผมลืมแนะนำตัวต่อท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมเป็นคนแต่งหนังสือ

'เป็นผู้บริหารที่เจ๋งโคตร ใน 31 วัน'  หมายเหตุ : กรุณาอ่านในเดือนที่ลงท้ายด้วย 'คม' 

 

     ผมไม่ได้ปฏิเสธหนังสือเหล่านี้ เพราะบางเล่มก็พอจะมีแง่คิดดีๆอยู่บ้าง

แต่ผมไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมีอะไรง่ายดายปานนั้น

รวยง่ายๆ จีบหญิงง่ายๆ ทำอาหารง่ายๆ เก่งง่ายๆ

หลายๆคน รวมถึงผมเอง ก็ชอบความง่าย

แต่หากทำอะไรง่ายๆ บ่อยเข้า เราก็มักจะทำอะไรง่ายๆ

จนสุดท้ายเราอาจจะเป็นคน ' มักง่าย'

 

     วันนี้ผมจะมาทำตัวเป็นคนมักง่าย

ผมเองก็อยากมีชีวิตง่ายๆ

ผมจะฝึกเขียนหนังสือ 'อย่างไร' กับเขาบ้าง

เริ่มต้นที่นี่เลยแล้วกันครับ

'ทำอย่างไร...ดี(วะ)

................

Credit : "อิฐ"