..โลกงาม ได้ตามใจ..
posted on 13 Nov 2009 18:10 by leafswayเพลงนี้เป็นเพลงประกอบการอ่านเรื่องนี้นะครับ
หากไม่ดูเป็นการรบกวน ก็จะชวนเธอมาฟังกัน
ฟังตอนอ่่าน ตาหวานก่อนเปิด
เพลง : แง่งาม
เนื้อร้อง/ทำนอง : ประภาส ชลศรานนท์
ขับร้องโดย : พี่ปั่น ไพบูลเกียรติ เขียวแก้ว
แง่งาม - ปั่น ไพบูลเกียรติ เขียวแก้ว
ผมเองไม่แน่ใจว่าจะฟังได้เต็มเพลงหรือปล่าวถ้าไม่เต็มยังไง ไปฟังตามลิงค์นี้นะครับ
http://www.imeem.com/leafsway/music/lQDq40_E// (ใครก็ได้ สอนผมทำลิงค์หน่อยครับ
)
---------------------------
ตอนนี้ผมกำลังติดซีรีย์เกาหลีเรื่องหนึ่งครับ
ชื่อเรื่องว่า "You are my Destiny" ยังไม่มีแปลเป็นภาษาไทย
แต่ถ้าจะให้ผมตั้งเองก็คงได้ประมาณ 'พรหมลิขิต สะกิดรัก'
แฺ่ฮ่ม..หน้าตาอย่างผม ก็โรแมนติกกับเค้่าเป็นเหมือนกันนะ
ยอมรับโดยจริงใจว่าที่ผมมาดูเรื่องนี้ ไม่มีสาเหตุอื่นนอกจาก
นางเอกของเรื่องแสดงโดย ยุนอา นักร้องจากวง Girl's Generation ครับ
ขอออกตัวแรงตรงนี้ก่อนว่า สื่อไทย ผมก็เสพย์ครับ ไม่ได้คลั่งเกาหลีหัวปักหัวปำ
ตอนนี้ผมพอเข้าใจคนที่เขาชอบศิลปะจากเกาหลีนะครับ อันไหนดีเราก็ต้องชอบเป็นธรรมดา
แล้วผมว่าละครหรือรายการโทรทัศน์จากเกาหลี นี่ มีอะไรน่าสนใจเยอะนะครับ
ไว้วันหลังผมจะลองเอามาเขียนดูครับ วันนี้ตัดฉากเข้าละคร 'พรหมลิขิต สะกิดรัก' ของเรากันก่อน
นางเอกเปิดตัวด้วยความโชคร้าย ประสบอุบัติเหตุ รถสกูตเตอร์ของเธอล้มและบางส่วนเสียหาย
นี่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผมรู้สึกอยากติดตามติดามดูละครเรื่องนี้
หน้าตาว่าสวยแล้ว แต่คำพูดและสายตาของเธอ สวยกว่านั้นมากครับ
เธอทิ้งคำพูดนึงไว้หลังจากถือเศษกระจกรถสกูตเตอร์ไว้ในมือ
"ไม่เป็นไร จาง แซบยอก(ชื่อนางเอก) ไม่มีอะไรหรอกนา
เชื่อมั่นในพลังของการมองโลกในแง่ดี สู้ๆ"
ครับ ผมอยากรู้ว่าคนเราจะมองโลกแง่ดีไปได้ถึงไหน
ผมเป็นคนหนึ่งที่เชื่อในการมองโลกในแง่ดีและพยายามทำมันโดยตลอด
แต่ก็ต้องมีบ้างครับ ที่ผมโดนเขม่าของความโหดร้ายจากโลกแห่งความจริง
ทำเอาตาของผมบอดไปชั่วขณะ กว่าจะกลับมาสว่างเหมือนเดิมก็ใช้เวลานานโข
ผมเลยอยากรู้ว่า คนเราจะมองแง่ดี ได้แค่ไหน แม้แต่ในละคร
และมีอีกครั้งที่คำพูดของนางเอกทำเอาผมต้องนั่งทบทวนความคิด
เป็นฉากที่นางเอก พูดกับเพื่อนหลังจากประสบอุบัติเหตุครับ
"ไม่ต้องห่วงนา!! โลกนี้มีสิ่งสวยงามตั้งมากมาย
เราจะมีทุกอย่างตามที่เราต้องการเลย
ถ้าเธอหมดหวังเธอก็จะแพ้ไปตลอด โลกอยู่ในกำมือเรา"
ไม่ให้อึ้งได้อย่างไรครับ คนอื่นเขาแบกโลกกันจนหน้าดำหน้าเขียว
บางคนว่าให้เหยียบโลกไว้
แต่เธอเล่นเอาโลกไปถือในมือ เสียเฉยๆ ทำเอาผมไปไม่เป็น
ผมยังดูไม่จบหรอกครับ เรื่องราวเป็นอย่างไร ผมจะเล่า ให้ฟังอีกทีหนึ่ง
นางเอกของผม (ครับ...ผมเหมาเธอเป็นของผมไปแล้ว)
จะมองโลกสวยไปได้นานแค่ไหน โปรดติดตามตอนต่อไป...ไอ..ไอ..ไอ..ไอออ...
ผมนั่งอ่านหนังสือ 'วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน 2'
ในบทสุนทรพจน์วันรับปริญญาของ แอนนา ควินเล็นด์
แอนนาบอกเราว่า ระหว่างที่เรากำลังเร่งรีบสู่จุดหมาย
อยากได้บ้านหลังใหญ่ อยากเลื่อนขั้น อยากได้เงินดีๆ
ระหว่างนั้น 'ชีวิต' กำลังถูกดำเนินไปโดยที่เราไม่รู้ตัว
แอนนายังถามอีกว่า
"คุณคิดเหรอว่าคุณจะแคร์ของพวกนี้
ถ้าบ่ายวันหนึ่งคุณเกิดเส้นเลือดแตกขึ้นมาหรือคลำเจอก้อนแข็งๆในเต้านมของคุณ"
ผมนั่งอ่านสุนทรพจน์นี้ แล้วถามตัวเองว่า ผมคิดอย่างเธอไหม
แต่ก่อนที่ผมจะคิดได้ เธอบอกผมว่าเธอพบครูคนที่ดีที่สุดของเธอ
บนทางเท้าในเกาะโคนีย์ เขาคือชายผู้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่
นอนบนไม้กระดาน หันหน้าไปหาทะเล
และใช้หนังสือพิมพ์หลังจากที่อ่านจบแล้ว
มาห่มคลุมร่างกายในวันที่อากาศหนาว
แอนนาถามว่า
ทำไมเขาถึงไม่ไปสถานสงเคราะห์ ?
ทำไมเขาถึงไม่ไปทำดีท๊อกซ์ที่โรงพยาบาล ?
สิ่งที่ชายคนนั้นทำหลังจากได้ยินคำถามคือ
เพ่งมองออกไปยังท้องทะเลแล้วพูดว่า
"ดูทิวทัศน์นี่สิ สาวน้อย มองดูทิวทัศน์"
แอนนา สรุปสุนทรพจน์ ของเธอ
ด้วยคำสอนจากชายผู้ไม่มีแม้เศษสตางค์ในกระเป๋า
'มองดูทิวทัศน์เถิด มันจะไม่มีวันทำให้คุณผิดหวัง'
ผมคิดว่าเมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้ เพลงประกอบการอ่านคงจะจบแล้ว
เสียงของพี่ปั่น ยังคงดังอยู่ในหัวผม แม้ว่าเพลงจะจบลงไปแล้ว
"ชีวิตไม่เคยมีทางตัน มันอยู่ตรงจะเห็นเป็นมุมใด
ชีวิตต้องดำเนินต่อไป สุขมันอยู่ข้างในทุกตัวคน"
"เดินขึ้นภูเขา ใช่มองแต่จุดหมาย เมฆหมอกดอกไม้ก็ใกล้กัน
สิ่งที่สวยงาม เกิดขึ้นทุกวัน สำคัญที่เราได้หันไปมองดู"
ผมอาจจะไม่ถึงขั้นถือโลกไว้ในมือแบบ จาง แซบยอก ได้
และถ้ามีบางเวลาที่ผมต้องแบกมันเอาไว้
ผมก็คงมีกำลังใจขึ้นมาหน่อย
ที่อย่างน้อยโลกที่ผมแบก มันก็เป็นโลกที่แสนสวยงาม
--------------