นี่เป็นเรื่องที่เรายังไม่ได้บอกกล่าวเพื่อนพ้องน้องพี่เท่าไหร่ คือตอนนี้เรากลับมาทำงานที่บ้านแล้ว เป็นการทำงานทางไกล ขึ้นกรุงเทพก็เดือนละ 1-2 ครั้ง ไปประชุม รักษาความสัมพันธ์และปรับระบบการทำงานบ้างเล็กน้อย  Skype ,Line ,Google Hangout และเทคโนโลยีอื่นๆ มันทำให้ความจำเป็นในการเข้าออฟฟิศน้อยลง เหมือนที่พี่แอนบอกเอาไว้ "การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้นั้นทำลายความจำเป็นของเมืองหลวงลงไปอย่างราบคาบ" ขอบคุณทิม เบอร์เนิร์ส ลี ,สตีฟ จ็อบ ,บิล เกตส์ ,เพจ&บริน และอีกหลายๆคนมา ณ ที่นี่ด้วย
ที่สำคัญคือขอบคุณพี่ๆที่ออฟฟิศมาก ที่อนุญาตให้เราทำงานแบบนี้ อาจมีปัญหาเรื่องการสื่อสารบ้าง แต่จะพยายามปรับปรุงนะครับ T_T

ส่วนสาเหตุที่กลับมาอยู่บ้าน ก็ด้วยเหตุผลอะไรหลายๆอย่าง

- ต้นทุนด้านการเงิน
   อย่างแรกก็เรื่องการเงินอยู่กรุงเทพฯ วันๆหนึ่งมีรายจ่ายประมาณ 150-200 บาท(ประหยัดแล้ว) กลับมาอยู่บ้าน 50-100 บาท(ฟุ่มเฟือยแล้ว)  ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเข้าสังคมต่างๆนาๆ ที่ลดลงไปเพราะกลับมาบ้านเราก็ไม่ค่อยจะไปไหน

- ต้นทุนด้านเวลา
   อยู่กรุงเทพฯ ติดอยู่บนรถ 2-3 ชั่วโมง ถ้าจะไปโลตัสก็อย่างต่ำๆ 30 นาที โคตรจะมีแต่ Waste Time เลย มาอยู่บ้านตื่นมาทำงานเลย จะไปโลตัสเหรอ เดินข้ามถนนเอา จะไปฟิตเนสเหรอเดิน 3 นาทีถึง ถ้าจะเอาเวลาเท่าๆกับที่เสียไปในกรุงเทพฯ ชั่วโมงนึงเราสามารถไปนอนรีสอร์ทริมทะเลหรือบ้านพักตีนนเขาหลวงได้แบบชิวๆเลย เอา Waste Time ที่ต้องเสียไป มาอ่านหนังสือ ดูยูทูป นอนเกาตูด ไปขี้ และอีกหลายๆอย่างได้สบายๆ

- โอกาสในชีวิต 
   คือว่ากันตรงๆอยู่ที่ กทม. เราเป็นหางแมวซักตัวนึงที่วิ่งวกวนอยู่ในกรงขังของเมืองหลวง แต่กลับมาที่นี่เรามี Connection มี Value พอจะมาเป็นตัวหรือหัวแมว(เห็นแมวกำลังฮิต) ซึ่งนั้นมันทำให้เราเอาไปต่อยอดทำอะไรได้อีกหลายอย่าง

- ได้อยู่กับพ่อแม่
    อันนี้พิมพ์แล้วดูคนดีเป็นลูกกตัญญูมาก แต่จริงๆก็ปล่าวหรอกเรากลับมาบ้านก็ไม่ได้ทำตัวเป็นเด็กกตัญญตามที่เขานิยามกัน เราอยู่เฉยๆทำงาน ทำตัวเหมือนเดิม ไม่ได้เลี้ยงดูอะไรท่านหรอก แต่การที่ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เราเป็นเด็กบ้ากิจกรรมและกลับบ้านแค่ปีละ 2 ครั้ง มันทำให้เรารู้สึกดี ที่ได้เจอพ่อแม่ทุกวัน

จนถึงตอนนี้เมื่อไม่กี่วันก่อนกลับไปประชุมที่กรุงเทพฯมา ก็พบว่าเราทรมานกับวีถีชีวิตในกรุงเทพฯเสียแล้ว คือมันทำให้พลังชีวิตลดลงมหาศาลมากๆ ถ้าไม่นับว่าที่นั่นมีกิจกรรม มีนิทรรศการ มีงานเสวนา ที่น่าสนใจอยู่เสมอๆ กรุงเทพฯก็แทบไม่เหลืออะไรให้เราคะนึงหา

เราว่าเราตกหลุมรักวิถีชีวิตแบบนี้เสียแล้วหละ  :-)
 
-----
เพิ่มเติม : สำหรับเรื่องความรักแฟนเราอยู่ชลบุรี เท่าที่ผ่านมาเมื่อขึ้นไปกรุงเทพฯ ก็จะพยายามหาโอกาสเจอกัน ถ้าไม่เราไปชลบุรี แฟนก็จะมากรุงเทพฯ สำหรับเราเองระยะทางแม้จะสร้างความคิดถึง แต่ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อความรักนะ

ยังไงเราก็ดีกว่า?

posted on 12 Jul 2013 23:00 by leafsway directory Idea
     จริงๆแล้วทีแรกตั้งใจจะเขียนถึงไดอะรี่การท่องเที่ยวในโฮจิมินห์ที่ไปเที่ยวมาเมื่อเดือนที่แล้ว
ระหว่างทบทวนความทรงจำ พลันนึกได้ถึงเรื่องๆหนึ่ง ซึ่งคาใจมาตลอด
เลยคิดว่าเขียนเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนไปเที่ยวโฮจิมินห์นั่นแหละครับ
 
     เช้าวันอาทิตย์ผมกับแฟนตัดสินใจไปเที่ยวอุโมงค์กู๋จี ซึ่งเป็นฐานทัพใต้ดินของทหารเวียดกง(เวียดนามใต้) ใช้รบกับทหารอเมริกัน ซึงก่อนหน้านี้ทหารเวียดกงก็ยังไม่ถึงขั้นต้องไปอยู่ใต้ดิน เพียงแต่มีฐานทัพอยู่ในป่าและอาศัยความเป็นเจ้าถิ่นโจมตีทหารอเมริกันจนเสียหายหนักแล้วหลบเข้าป่าไป ต่อให้เป็นมังกรยังพ่ายงูเจ้าถิ่น เมื่อเวียดกงใช้วิธีหลบในป่ทำให้หาไม่พบ อเมริกาก็เลยได้คิดว่างั้นก็ "ทำให้ไม่มีป่าซะสิ"
 
     จึงเกิดเป็นยุทธการฝนเหลือง (Agent Orange) คือใช้สารพิษกำจัดป่าแถวนั้นให้หมดไป เพื่อให้เวียดกงไม่มีที่ซ่อนอีก และก็ได้ผลสุดท้ายเวียดกงต้องหนีลงดินกลายเป็นอุโมงค์กู๋จี๋ 
 
     พี่แจ็คกี้ที่เป็นไกด์เล่าเหตุการณ์ให้ฟังถึงตรงนี้และเงียบไปแป็บนึง จากนั้นพูดต่อว่าแม้สงครามจะจบไปแต่พิษของฝนเหลืองยังคงอยู่ ต้นไม่ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ผู้คนพิการ จากรุ่นแม่สู่รุ่นลูก (ซึ่งจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป) แต่เมื่อมาถึงวันนี้ วันที่ระยะเวลาผ่านจากวันนั้นราว 40 ปี เป็น 40 ปีที่ชาวเวียดนามทุกคนต่อสู้เพื่อฟื้นฟูตัวเองจากเศษซากสงคราม จนในที่สุด ณ ปัจจุบันนี้เราสามารถส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก
 
แน่นอนว่าคำพูดนี้ทำเอาอดีตแชมเปียนส์ส่งออกข้าวชาวไทยอย่างผมพูดอะไรไม่ออก
 
แล้วผมก็ได้ยินเด็กหนุ่มชาวไทย(ซึ่งซื้อทัวร์เดียวกันมา) พูดออกมาว่า
"แต่ข้าวเราคุณภาพเจ๋งกว่าเยอะ เค้าส่งออกได้มากกว่า แต่เราคุณภาพดีกว่า"
 
ผมเองไม่เคยเคลือบแคลงความอร่อยของข้าวไทยเพราะกินอยู่ทุกวัน
แต่ผมกลับมีปัญหาเล็กน้อยต่อปฏิกิริยตอบสนองแบบนี้ (ซึ่งอาจเป็นผมคนเดียวที่มีปัญหา)
 
คำถามของผมคือเราเคยกินข้าวที่เวียดนามส่งออกหรือ? ถึงได้มั่นใจว่าข้าวเราดีกว่า?
 
ไม่ว่าจะในระดับปัจเจกจนไปถึงระดับชาติ ส่วนใหญ่เรามักตอบสนองด้วยท่าทีแบบนี้
คืออวดอ้างจุดแข็งหรือความดีของตัวเองไปกดทับความดีของคนอื่น
 
เราหยิ่งผยองในคุณภาพของข้าวไทย
โดยแกล้งทำเป็นลืมว่าเราปล่อยให้เวียดนามผลิตข้าวแซงไปได้อย่างไร
 
เราหยิ่งผยองในคุณภาพของข้าวไทย
โดยแกล้งทำเป็นลืมว่าอเมริกาหรือญี่ปุ่นก็จ้องจะผลิตข้าวหอมมะลิให้ได้เช่นกัน
 
เราหยิ่งผยองและอวดตัวว่าข้าวไทยนั้นแสนอร่อย
โดยแกล้งทำเป็นลืมว่ารอบนอกได้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว
 
(ลองอ่านเรื่อง "ไทยปลูกข้าวอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน?" แล้วจะเห็นภาพชัดขึ้น)
 
 
ซึ่งอันที่จริงมันคงไม่ใช่ปัญหาอะไรใหญ่โต ตราบใดที่เราไม่ละเลยจุดอ่อนตัวเอง
แต่ส่วนใหญ่เท่าที่ผมได้พบเจอเท่าที่ประสบการณ์ชีวิตจะเอื้ออำนวยกลับไม่เป็นแบบนั้น
ส่วนใหญ่กลับอวดอ้างความเจ๋ง(ซึ่งก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเจ๋งจริงไหม) มาข่มท่านกันถ่ายเดียว
และจะด้วยอีโก้หรืออะไรไม่ทราบที่มักทำให้ลืมนึกถึงจุดอ่อนของตัวเองไป เหมือนเป็นคนรั้นทิฐิที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  และสุดท้ายก็ทำให้เราหยุดอยู่กับที่
 
เหมือนที่เวลาบริษัทต่างๆวิเคราะห์ จุดแข็ง-จุดอ่อน ตัวเอง
จุดแข็งที่ยกมาก็มักจะ "คิดเอง เออเอง" จนต้องมานั่งถามย้ำๆกันว่า
1. แน่ใจนะว่าแข็งจริง คนอื่นทำตามไม่ได้?
2. แน่ใจนะว่าจุดแข็งที่ว่า เป็นเรื่องที่ลูกค้าให้ความสำคัญ ไม่ใช่แข็งนอกลู่นอกทาง
แย่ๆเข้าดันยกจุดอ่อนมาเป็นจุดแข็งเสียก็มี 
 
     ทั้งนี้ทั้งนั้นยังยืนยันว่าการเอาจุดแข็งมาถล่มใส่กันไม่ใช่เรื่องผิด และเป็นแนวทางการแข่งขันแนวทางหนึ่ง แต่อย่างที่บอกว่าคนเรามักอวดความเจ๋งกันจนลืมตัวไป ฉะนั้นโดยส่วนตัวแล้วผมจึงนิยมชมชอบคนที่มีปฏิกริยาตกใจต่อความเก่งกาจของคนอื่นมากกว่าคนที่จะยกความดีมาถ่มใส่กัน การใคร่ครวญถึงความเก่งของคู่แข่งและจุดอ่อนของตัวเองอย่างจริงจัง จะทำให้พยายามหาทางแก้ไขจุดอ่อนให้หมดไปและหาหนทางในการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ส่วนความเจ๋งนั้นไม่ต้องไปอวดอ้างกับใคร ปล่อยให้ผลงานเป็นตัวพิสูจน์ก็พอ
 
-------
 
เมื่อต้นเดือนธันวาคม ผมได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่อง "ยอดมนุษย์เงินเดือน" เนื้อเรื่องเป็นอย่างไร ขออนุญาตไม่กล่าวถึง อยากให้ทุกท่านไปชมกันเอง โดยส่วนตัวผมว่าสนุกและได้ข้อคิดอะไรบางอย่างกลับมา ย้ำว่าส่วนตัวครับ
 
ที่พูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เพราะ ปั้น พระเอกของเรื่อง (แสดงโดย ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี) ซึ่งเป็นมนุษย์เป๊ะ คือวางแผนสิ่งที่ต้องทำอย่างชัดเจน และสิ่งที่เขามักจะทำอยู่เสมอก็คือ 10 สิ่งที่ควรทำในปีหน้า
ผมก็เลยคิดว่า มันก็น่าสนใจดี ควรจะทำบ้าง แต่อันว่าส่วนตัวผมนั้นคือยอดมนุษย์สุดชิลล์ครับ
รุ่นพี่ที่เคารพซึ่งตั้งเป้าหมายสูงสุดของชีวิตไว้ว่าจะเป็นมนุษย์ชิลล์ ได้เคยเอ่ยไว้ว่า
"สิ่งใดที่ทำให้ชีวิตไม่ชิลล์ สิ่งนั้นคืออุปสรรคของชีวิต!!"
คิดได้ดังนั้น การตั้ง 10 สิ่งที่ต้องทำมาผูกมัดตัวเอง อาจทำให้เป้าหมายสูงสุดของชีวืตอย่างการชิลล์หายไป ก็เลยผ่อนๆเหลือแค่ 10 สิ่งที่จริงๆไม่ต้องทำก็ได้ แต่ถ้าทำได้ขีวิตก็อาจจะดีขึ้น
(ช่างเป็นการตั้งเป้าหมายที่ไม่ผูกมัดเหี้ยอะไรเลย)
 
ก็เลยออกมาเป็นแบบนี้แหละครับ "10 อย่างที่ในปีหน้าไม่ต้องทำก็ได้ แต่ถ้าทำได้ก็ดี" ดังนี้ครับ
 
1. หมั่นอัพบล็อก
ในปีหน้าอยากอัพบล็อกให้ได้รวมแล้วอาทิตย์ละ 3-4 เรื่อง เป็นอย่างต่ำ ทั้งบล็อกส่วนตัวที่นี่
และบล๊อกเรื่องงาน เพราะการเขียนจะช่วยให้เราสามารถ เรียบเรียง ประมวลผล ทั้งความรู้ที่อ่านเจอและความรู้สึกนึกคิดได้เป็นอย่างดี และบล็อกงานถ้าทำดีๆอาจมีประโยชน์ต่อรายได้ในอนาคต 
 
2. กลับมาทำ Fanpage "Like! สาระ"  อย่างจริงจังอีกครั้ง
เพจนี้เป็นเพจที่เป็นงานวิขาหนึ่งสมัยเรียนปริญญาโท ซึ่งเป็นเพจที่มีแก่นของเนื้อหาเป็นเรื่องที่ดูเหมือนไร้สาระ แต่ถ้ามองดีๆก็อาจจะมีสาระ จริงๆมีอีกหลายเพจที่สร้างขึ้นมาและปล่อยร้างไว้ ก็เลยอยากทำซักเพจหนึ่งแบบจริงๆจังๆ แต่ที่เลือกเพจนี้เพราะเราชอบเพจนี้ เรามีความสุขเวลาหาคอนเทนท์ให้กับเพจนี้ ก็เลยตัดสินใจหยิบเพจนี้มาทำ ส่วนสาเหตุที่ทำไม่มีอะไรมากกว่าแค่อยากทำหนะ
 
3. อ่านหนังสือวิชาการให้เยอะขึ้นและอ่านหนังสือที่ไม่ชอบบ้าง
เราชอบอ่านหนังสือ แต่เราชอบอ่านหนังสือเฉพาะหนังสือที่เราชอบ ไม่งงใช่ไหม? 
การอ่านหนังสือหลากหลายมันจะช่วยปรับจูนทัศนคติเราให้แม่นขึ้นนะเราว่า
เค้าว่ากันว่า "การอ่านหนังสือก็เหมือนกับการเดินทาง"
เราคงไม่มีทางได้รู้จักโลกอย่างที่มันเป็นจริงๆ หากเราเลือกเดินในเฉพาะเส้นทางที่เราชอบ
 
4. ซื้อจักรยานปั่นไปทำงาน 
อันนี้จริงๆตั้งใจจะทำตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนแล้ว เนื่องจากออฟฟิศกับคอนโดเราใกล้กันมากๆ แต่ยังเก็บตังค์ไม่ครบซักที เก็บตังคืได้เมือ่ไหร่ก็คงได้ฤกษ์ปั่นไปทำงาน เพราะค่าน้ำมันแพงและรถติดได้วินาศสันตะโรมาก
 
5. ไปเชียงคานเพื่อบรรลุภารกิจในฝัน
เราตั้งภารกิจนี้มา 4 ปีได้แล้วมั้ง จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ไป เป็นอันแคล้วคลาดทุกที เลยตั้งใจว่าปีนี้แหละวะ จะไปเชียงคานให้ได้!! ภารกิจอะไรนะเหรอ? คือเราอยากไปนั่งกิน "แม่โขงที่ริมแม่โขง" เราว่ามันเจ๋งดีนะ ฮาๆ
 
6. ฝึกเล่นดนตรี
หลายครั้งที่เวลาเครียดๆเรารู้สึก อยากมีกีตาร์มาดีด อยากมีแซกมาเป่า อยากเล่นดนตรีซักชิ้น คงรู้สึกผ่อนคลายดี ปัญหาคือเราเล่นเป็นแต่ดนตรีไทย อาทิ ขิม ฆ้องวง ซึ่งเราไม่มี ปีหน้าก็เลยคิดว่าจะหัดเล่นเครื่องดนตรีสากลบ้าง อย่างน้อยๆก็น่าจะเล่น Garage Band ในไอแพดให้คล่องมือเสียหน่อย เราจะได้มีอุปกรณืไว้ผ่อนคลายความเครียดหรือความเซ็งได้บ้าง
 
7. ฟังเพลงฝรั่ง
เริ่มต้นจากการได้ฟังรายการ Sonny and Nor ที่ Fat Radio เช้าวันอาทิตย์ แล้วแบบ เห้ย! โคตรเพราะเลย ก็เลยอยากฟังเพลงฝรั่งให้มากขึ้น
 
8. ฝึกความคิดสร้างสรรค์
เพราะเราว่ามันสำคัญมาก แค่ในชีวิตประจำวันก็สำคัญแล้ว แต่สำหรับเรายังจำเป็นต่องานมากๆ ก็เลยต้องฝึกกันเยอะหน่อย เพราะเราไม่ค่อยมี ก็เลยคิดว่าปีหน้าจะเขียนบทความแบบ บ้าๆบอๆ แก่นคือ " ถ้า...แล้ว" จะหมั่นทำบ่อยๆ 
 
9. ทำหนังสือทำมือ
อีกหนึ่งความอยาก แต่คงไม่ได้ทำออกมาเป็นเล่มๆ แต่คงเอาบล็อกที่เคยเขียน มาจัดหน้าทำเป็น PDF แล้วทำเป็น e-book ส่วนตัว เอาไว้อ่านส่วนตัว
 
10. ทำตาม Financial Plan ที่วางไว้ให้ได้
ก็คือทำตามแผนการเงินที่วางไว้ให้ได้นั่นแหละ มันเป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับการใช้ชีวิตแบบปกติชน
 
11. อื่นๆ
ถ้าจะมีก็อาจจะเป็น ใส่เสื้อยืดที่รีดแล้วบ้าง,เลิกเซฟไฟล์ไว้บนเดสท็อป หรือฝึกผิวปากให้ได้ซักที อะไรทำนองนี้
 
ถึงในภาพยนตร์จะมี 10 ข้อ แต่ถ้าเราจะมี 11 มาก็คงไม่ผิด
นี่ขนาดอยากทำแบบชิลล์ๆ ยังซัดมา 11 ข้อ
มนุษย์นี่ช่างย้อนแย้งในตัวเองเสียจริง
------

บทเรียนจากคลองแสนแสบ

posted on 27 Apr 2012 00:36 by leafsway

     ตั้งแต่เกิดมา ผมเคยนั่งเรือเพียงครั้งเดียว

ซึ่งก็เป็นเรือข้ามเกาะขนาดกลาง ที่ทำให้เมาเรือและโงนเงนเพียงเล็กน้อย

แต่ไอเรือที่ท้าลมร้อนและน้ำสุดแสบหนะไม่เคย!

จนกระทั่งมาทำนิด้าช้อป ถึงได้มีหน้าที่ที่ต้องเดินทางไปโบเบ๊หรือสนามศุภฯบ่อยขึ้น

ครั้นจะเอารถไปก็ไกลแสนไกล นั่งเรือไปง่ายกว่าเยอะ

และด้วยเหตุฉะนี้ จึงทำให้ผมได้มีโอกาสโดยสารพาหนะสุดซิ่งประจำคลองแสนแสบอยู่บ่อยๆ

 

     สำหรับคนที่ไม่เคยนั่งเรือเส้นทางคลองแสนแสบ ผมจะบอกให้รู้ว่าคุณพลาด

เพราะมันไม่ใช่แค่การนั่งเรือโดยสาร แต่มันคือการผจญภัย

ไหนจะการ ขึ้น-ลง เรือ ที่ท้าทายความสามารถในการทรงตัว

ไหนจะต้องมีการปกป้องตัวเองจากน้ำแสนแสบที่แสบแสน

ซึ่งไอ้วิธีการป้องกันน้ำคลองของเรือนี่ก็น่าสนุกนัก

เขาจะใช้วิธีเอาผ้าใบมาขึงไว้ แล้วเจาะรู้ผูกรอกไว้ ประมาณ 5 จุด

ระหว่างเรือแล่นก็ดึงรอกไว้เพื่อให้ผ้าใบยกสูงขึ้นมากันน้ำ

พอถึงท่า ก็ปล่อยรอกลง เพื่อให้สามารถ ขึ้น-ลง เรือได้

 

ความสนุกมันอยู่ตรงนี้

 

     จะด้วยวิธีการอะไรก็แล้วแต่ อาจจะด้วย NORM หรือเกิด Social Leraning ก็ตามที

โดยปกติผู้ที่มีหน้าที่ชักดึงรอก จะเป็นคนที่นั่งใกล้รอกที่สุด โดยไม่ต้องมีใครบอก

แต่ก็อาจมีบ้างที่ผู้นั่งใกล้ที่สุด กลับกลายเป็นผู้มาใหม่ ที่ไม่เคยผจญภัยเส้นทางน้ำแสนแสบเส้นนี้

จึงทำให้ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร เมื่อไม่ดึง ผ้าใบก็ไม่ยกสูง เมื่อผ้าใบไม่ยก....ก็เปียก

 

ปรากฎการณ์ทางสังคมเหล่านี้ทำให้ผมสงสัย

ว่า..."ทำไมต้องดึง"

ในเมื่อทุกคนที่ก้าวเข้ามานั่งในเรือนี้ จ่ายเงินในราคาตามระยะทางอย่างยุติธรรมเท่าๆกัน

ทุกคนจึงควรมีสิทธิที่จะนั่งสบายๆเหมือนกัน มีสิทธิที่จะนั่งสัปหงกอย่างเท่าเทียม

ทำไมคนๆนึง(หรืออาจจะ4-5คน) ต้องมานั่ง(หรือยืน)ดึงรอกและผ่อนรอกด้วย?

 

    บางทีสังคมอาจต้องการพฤติกรรมเหล่านี้

พฤติกรรมการ "ทำเกินหน้าที่" แบบจำยอม "เสียสิทธิ" ของตนเองไปบ้าง

คนที่เข้ามานั่งใกล้ๆรอกไม่มีหน้าที่โดยตรงใดๆเลยที่จะต้องดึง

เขาเหล่านั้นมานั่งตรงจุดนั้นโดยบังเอิญเท่านั้น

และมีสิทธิอย่างเต็มที่ที่จะนั่งสบายๆหรือนั่งหลับ ตราบเท่าที่ไม่เอาหัวไปพาดไว้กับคนข้างๆ

แต่เขาเหล่านั้นส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะนั่งไม่สบายหรืออดสัปหงก

(ซึ่งขอยกเว้นในรายที่เป็นผู้ชำนาญการที่สามารถหลับและดึงรอกไปพร้อมกัน!!)

แน่นอนว่าเหตุผลหนึ่งย่อมเป็นการปกป้องตัวเอง จากเหตุที่ทำให้เกิดความสกปรกหรือความไม่ชอบใจ

แต่ไม่ใช่แค่เขาคนเดียว แต่ยังสามารถปกป้องคนอีก 4-5 คนที่นั่งใกล้ๆได้อีกด้วย

 

   บางครั้ง ในบางบทบาททางสังคมบางอย่างที่เรา 'บังเอิญ' ได้รับมา เราอาจต้องทำหน้าที่ดึงรอกบ้าง

แม้ไม่ใช่หน้าที่ แต่อาจเป็นสิ่งที่ควรทำ

เสียสิทธิบางอย่างเพื่อนำมาซึ่งประโยชน์ที่มากกว่า ไม่ใช่แ่ค่ของเราเอง แต่ยังประโยชน์ไปยังผู้อื่น

ในสังคมที่ถูกบีบบังคับให้เกิดการอยู่ร่วมกัน

หากเราไม่ทำ น้ำเน่าเหล่านั้นคงไม่ได้กระเด็นมาโดนแค่คนรอบข้าง แต่เราเองก็หลบไม่พ้น

 

หากเราไม่ทำ เมื่อถึงเวลานั้น

เวลาที่น้ำแสนแสบกระเด็นมาโดนร่างอย่างแสบแสน 

4-5 คนที่โดนน่ำกระเด็นใส่กันถ้วนทั่ว อาจจะลุกขึ้นมาด่าทอพร้อมตะโกนใส่หน้ากัน

"ทำไมมึงไม่ทำ"   "แล้วทำไมมึงไม่ทำ"

.

.

.

แต่มันก็สายไปเสียแล้ว

"เพราะเราต่างก็เปียกปอนด้วยน้ำครำอันโสโครกโดยถ้วนทั่วกัน"

-----