1.
     ผมมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมนิทรรศการ "Dialogue In The Dark" ที่จตุรัสวิทยาศาสตร์ จามจุรีสแควร์
ระหว่างเยี่ยมชมนิทรรศกาล ภายในจะมืดสนิท หรือเรียกง่ายๆว่าเราจะ "มองไม่เห็น" อะไรเลย
เสมือนเป็นคนตาบอด และมีกิจกรรมให้ลองใช้ชีวิตแบบคนตาบอด
ฟังเสียง ดมกลิ่น สัมผัส ชิมรส ที่ขาดไปเพียงอย่างเดียวคือ "การมองเห็น"
เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และน่าตื่นหู ตื่นจมูก เป็นอย่างยิ่ง
การแยกแยะความแตกต่างระหว่างแอปเปิ้ลเขียวกับแอปเปิ้ลแดงด้วยกลิ่น
การนั่งนิ่งๆ ฟังเสียงดนตรีแบบชัดถ้อย ชัดเมโลดี้
แน่นอนกว่ามันน่ากลัวมากๆในช่วงแรก กับการสูญเสียประสาทสัมผัสที่เราคุ้นชินมากที่สุดไป
เพียงแต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่ง ควาไม่คุ้นชินก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความเคยชิน
เคยชินกับการมองไม่เห็น เปลี่ยนจากความกลัวเป็นความสนุกและทดลองสิ่งใหม่ๆ
"บางที...สิ่งที่เรากลัว ก็เป็นเพียงแค่ความไม่เคยชิน"
ตอนท้ายของงานได้มีโอกาสนั่งคุยกับพี่ตาบอดที่เป็นไกด์พาเยี่ยมชม
มีคนถามว่า "ถ้ามีโอกาส พี่อยากกลับไปมองเห็นมั้ยครับ"
คำตอบที่ได้ทำให้ผมอึ้ง.... "ไม่ดีกว่าครับ"
ไม่รู้ว่าพี่เค้าเพียงแค่กลัวกับความไม่เคยชินในการที่จะได้มองเห็น
หรือกลัวว่าเมื่อสามารถมองเห็นแล้ว...โลกใบนี้อาจจะสวยงามน้อยลง
 
2.
     ในวันเดียวกันผมมีโอกาสได้ไปดูละครเวทีของคณะสถาปัตย์ฯจุฬาฯ
เรื่อง "แฟรงเกนสไตน์ คืนชีพอสูรกาย ความตาย ความรัก"
เป็นเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตที่ถูกปลุกขึ้นมาจากซากศพ
รูปร่างภายนอกช่างน่าอัปลักษณ์ จนแม้แต่คนที่สร้างขึ้นมากับมือก็รังเกียจ
มันมีโอกาสได้ช่วยหญิงสาวนางหนึ่งไว้จากอันตราย
แต่ก็มีอุบัติที่ทำให้คนอีกคนหนึ่งต้องเสียชีวิตไป
แต่จะเรียกว่าโชคไม่ดี หรือ สังคมอันต่ำทรามก็มิทราบได้
ผู้คนในเมืองต่างก็ตัดสิน พิพากษาและยัดเยียด ให้แฟรงเก้นสไตน์เป็นผู้ต้องหา
แน่นอนว่า เหตุผลย่อมหนีไม่พ้นไปจาก หน้าตาอันน่ากลัว และสภาพร่างกายอันน่ารังเกียจ
มีเพียงหญิงสาวที่เขาได้ช่วยเหลือไว้เท่านั้น ที่บอกว่าแฟรงเก้นสไตน์เป็นคนดี
ครับ...ผู้หญิงที่แฟรงเก้นสไน์ช่วยไว้นั้น...ตาบอด
เพราะเธอตาบอด เธอจึงสามารถ "มองข้าม" รูปร่างหน้าตาอันอัปลักษณ์
และสัมผัสได้ถึงจิตใจอันดีงาม
ความรักทำให้คนตาบอด...ผมเริ่มจะเชื่อคำนี้จริงๆซะแล้ว
เพราะตาบอด จึงมองข้ามกระพี้และเปลือกภายนอก
และสัมผะสได้ถึงสิ่งดีงามภายใน
เราอาจจะมองในแง่การตลาดก็ได้ว่า "ภาพลักษณ์" เป็นสิ่งสำคัญ
'ดี' หรือ 'ไม่ดี' ล้วนถูกตัดสินจากภาพลักษณ์ 
แต่หากมองลึกลงไปแล้ว การพิพากษาของสังคมตามภาพลักษณ์นั้น
ดูเป็นเรื่องที่น่ากลัวเกินกว่าจะยอมรับได้
 
3.
     ใช่หรือไม่ว่า...คนเราต้องมีประสามสัมผัสครบทั้ง 5 ประการ
คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เมื่อเราขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป
ธรรมชาติจึงหาอะไรบางอย่างมาเติมเต็ม
ผมว่า...สิ่งนั้นคือ 'ใจ'
เมื่อเรามองไม่เห็น เราจึง 'ใส่ใจ' ต่อการฟังมากขึ้น
เมื่อเรามองไม่เห็น เราจึง 'ใส่ใจ' ต่อการดมกลิ่นมากขึ้น
ผมนึกถึงเพลงของพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง
นานแค่ไหนแล้ว ที่เราได้ยิน...แต่ไม่เคยฟัง
นานแค่ไหนแล้ว ที่เรามอง...แต่ไม่เคยเห็น
และนานแค่ไหนแล้ว ที่เราเพียงปล่อยให้เรื่องราวต่างๆ
ไหลผ่านเข้ารูหูและม่านตา โดยไม่ผ่านใจ
 
4.
     บทเรียนจากสิ่งที่มองไม่เห็นในครังนี้ สิ่งที่ผมได้คือ "สัมผัสที่หก"
ไม่ใช่การมองเห็นผีหรือสัมผัสถึงวิญญาณแต่อย่างใด
แต่มันคือ 'หัวใจ' ที่จะใส่เพิ่มเติมลงไปในทุกเรื่องราว
 
......
 
ข้อมูลเพิ่มเติม
 
"Dialogue In The Dark"  บทเรียนในความมืด
ละครถาปัตย์ฯจุฬาฯ

Comment

Comment:

Tweet

เขียนได้กินใจมากเลยค่ะต่อbig smile Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ไม่รู้เลยว่าต่อมีบล๊อกด้วยsurprised smile

#3 By blind bookworm on 2011-09-07 15:00

Hot!
สัมผัสที่ 6big smile big smile
-----------------------

#2 By YiM-YiiM on 2011-05-13 15:25

หัวใจ

... surprised smile Hot!

#1 By อิสระรำพัน on 2011-05-13 15:07