ยังไงเราก็ดีกว่า?

posted on 12 Jul 2013 23:00 by leafsway directory Idea
     จริงๆแล้วทีแรกตั้งใจจะเขียนถึงไดอะรี่การท่องเที่ยวในโฮจิมินห์ที่ไปเที่ยวมาเมื่อเดือนที่แล้ว
ระหว่างทบทวนความทรงจำ พลันนึกได้ถึงเรื่องๆหนึ่ง ซึ่งคาใจมาตลอด
เลยคิดว่าเขียนเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนไปเที่ยวโฮจิมินห์นั่นแหละครับ
 
     เช้าวันอาทิตย์ผมกับแฟนตัดสินใจไปเที่ยวอุโมงค์กู๋จี ซึ่งเป็นฐานทัพใต้ดินของทหารเวียดกง(เวียดนามใต้) ใช้รบกับทหารอเมริกัน ซึงก่อนหน้านี้ทหารเวียดกงก็ยังไม่ถึงขั้นต้องไปอยู่ใต้ดิน เพียงแต่มีฐานทัพอยู่ในป่าและอาศัยความเป็นเจ้าถิ่นโจมตีทหารอเมริกันจนเสียหายหนักแล้วหลบเข้าป่าไป ต่อให้เป็นมังกรยังพ่ายงูเจ้าถิ่น เมื่อเวียดกงใช้วิธีหลบในป่ทำให้หาไม่พบ อเมริกาก็เลยได้คิดว่างั้นก็ "ทำให้ไม่มีป่าซะสิ"
 
     จึงเกิดเป็นยุทธการฝนเหลือง (Agent Orange) คือใช้สารพิษกำจัดป่าแถวนั้นให้หมดไป เพื่อให้เวียดกงไม่มีที่ซ่อนอีก และก็ได้ผลสุดท้ายเวียดกงต้องหนีลงดินกลายเป็นอุโมงค์กู๋จี๋ 
 
     พี่แจ็คกี้ที่เป็นไกด์เล่าเหตุการณ์ให้ฟังถึงตรงนี้และเงียบไปแป็บนึง จากนั้นพูดต่อว่าแม้สงครามจะจบไปแต่พิษของฝนเหลืองยังคงอยู่ ต้นไม่ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ผู้คนพิการ จากรุ่นแม่สู่รุ่นลูก (ซึ่งจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป) แต่เมื่อมาถึงวันนี้ วันที่ระยะเวลาผ่านจากวันนั้นราว 40 ปี เป็น 40 ปีที่ชาวเวียดนามทุกคนต่อสู้เพื่อฟื้นฟูตัวเองจากเศษซากสงคราม จนในที่สุด ณ ปัจจุบันนี้เราสามารถส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก
 
แน่นอนว่าคำพูดนี้ทำเอาอดีตแชมเปียนส์ส่งออกข้าวชาวไทยอย่างผมพูดอะไรไม่ออก
 
แล้วผมก็ได้ยินเด็กหนุ่มชาวไทย(ซึ่งซื้อทัวร์เดียวกันมา) พูดออกมาว่า
"แต่ข้าวเราคุณภาพเจ๋งกว่าเยอะ เค้าส่งออกได้มากกว่า แต่เราคุณภาพดีกว่า"
 
ผมเองไม่เคยเคลือบแคลงความอร่อยของข้าวไทยเพราะกินอยู่ทุกวัน
แต่ผมกลับมีปัญหาเล็กน้อยต่อปฏิกิริยตอบสนองแบบนี้ (ซึ่งอาจเป็นผมคนเดียวที่มีปัญหา)
 
คำถามของผมคือเราเคยกินข้าวที่เวียดนามส่งออกหรือ? ถึงได้มั่นใจว่าข้าวเราดีกว่า?
 
ไม่ว่าจะในระดับปัจเจกจนไปถึงระดับชาติ ส่วนใหญ่เรามักตอบสนองด้วยท่าทีแบบนี้
คืออวดอ้างจุดแข็งหรือความดีของตัวเองไปกดทับความดีของคนอื่น
 
เราหยิ่งผยองในคุณภาพของข้าวไทย
โดยแกล้งทำเป็นลืมว่าเราปล่อยให้เวียดนามผลิตข้าวแซงไปได้อย่างไร
 
เราหยิ่งผยองในคุณภาพของข้าวไทย
โดยแกล้งทำเป็นลืมว่าอเมริกาหรือญี่ปุ่นก็จ้องจะผลิตข้าวหอมมะลิให้ได้เช่นกัน
 
เราหยิ่งผยองและอวดตัวว่าข้าวไทยนั้นแสนอร่อย
โดยแกล้งทำเป็นลืมว่ารอบนอกได้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว
 
(ลองอ่านเรื่อง "ไทยปลูกข้าวอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน?" แล้วจะเห็นภาพชัดขึ้น)
 
 
ซึ่งอันที่จริงมันคงไม่ใช่ปัญหาอะไรใหญ่โต ตราบใดที่เราไม่ละเลยจุดอ่อนตัวเอง
แต่ส่วนใหญ่เท่าที่ผมได้พบเจอเท่าที่ประสบการณ์ชีวิตจะเอื้ออำนวยกลับไม่เป็นแบบนั้น
ส่วนใหญ่กลับอวดอ้างความเจ๋ง(ซึ่งก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าเจ๋งจริงไหม) มาข่มท่านกันถ่ายเดียว
และจะด้วยอีโก้หรืออะไรไม่ทราบที่มักทำให้ลืมนึกถึงจุดอ่อนของตัวเองไป เหมือนเป็นคนรั้นทิฐิที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้  และสุดท้ายก็ทำให้เราหยุดอยู่กับที่
 
เหมือนที่เวลาบริษัทต่างๆวิเคราะห์ จุดแข็ง-จุดอ่อน ตัวเอง
จุดแข็งที่ยกมาก็มักจะ "คิดเอง เออเอง" จนต้องมานั่งถามย้ำๆกันว่า
1. แน่ใจนะว่าแข็งจริง คนอื่นทำตามไม่ได้?
2. แน่ใจนะว่าจุดแข็งที่ว่า เป็นเรื่องที่ลูกค้าให้ความสำคัญ ไม่ใช่แข็งนอกลู่นอกทาง
แย่ๆเข้าดันยกจุดอ่อนมาเป็นจุดแข็งเสียก็มี 
 
     ทั้งนี้ทั้งนั้นยังยืนยันว่าการเอาจุดแข็งมาถล่มใส่กันไม่ใช่เรื่องผิด และเป็นแนวทางการแข่งขันแนวทางหนึ่ง แต่อย่างที่บอกว่าคนเรามักอวดความเจ๋งกันจนลืมตัวไป ฉะนั้นโดยส่วนตัวแล้วผมจึงนิยมชมชอบคนที่มีปฏิกริยาตกใจต่อความเก่งกาจของคนอื่นมากกว่าคนที่จะยกความดีมาถ่มใส่กัน การใคร่ครวญถึงความเก่งของคู่แข่งและจุดอ่อนของตัวเองอย่างจริงจัง จะทำให้พยายามหาทางแก้ไขจุดอ่อนให้หมดไปและหาหนทางในการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ส่วนความเจ๋งนั้นไม่ต้องไปอวดอ้างกับใคร ปล่อยให้ผลงานเป็นตัวพิสูจน์ก็พอ
 
-------
 

Comment

Comment:

Tweet